วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

"กาก้า"นักเตะดาวรุ่งคนใหม่ ที่ได้ชื่อว่า กาก้า หรือริคาร์โด้ ลเซ็คซอน ดอส ซานโตส เลยเต้ ซึ่งชื่อ "กาก้า"  นอกจากจะเป็นชื่อที่โด่งดังในแวดวงนักฟุตบอลแล้ว  เขายังโด่งดังทั้งในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้าในทุกๆ วันด้วย
 เขา เป็นนักเตะคนหนึ่งที่เคร่งครัดอย่างมากในศาสนาคริสต์ ทั้งการอธิษฐาน  อ่านพระคัมภีร์  หรือแม้กระทั่งสิบลดเพื่อคืนให้กับพระเจ้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวอย่างที่น่ายกย่อง และนอกจากนั้นทุกครั้งที่เขาเตะฟุตบอล และได้รับชัยชนะ เขามักจะกล่าวอย่างนี้เสมอว่า "พระเจ้าทรงให้เรามากกว่าที่เราเรียกร้องมาก นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผม" กาก้า กล่าว
 กา ก้า มีชื่อเต็มว่า ริคาร์โด้ ไอเซคสัน ดอส ซานโต๊ส ไลเต้ เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน ปี 1982 ที่เมืองบราซิเลีย ประเทศบราซิล และเขาก็เหมือนกับเด็กผู้ชายชาวบราซิลส่วนใหญ่ที่อยากจะเป็นนักเตะชื่อดัง ของโลก จึงพยายามเอาดีทางด้านนี้มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
ก่อน หน้านี้ กาก้า เกือบจะจบเส้นทางลูกหนังของเขาไปแล้ว เมื่อเคยประสบอุบัติเหตุในขณะที่จะกระโดดน้ำมาจากสปริงบอร์ด แต่ลงผิดจังหวะ ทำให้ข้อกระดูกสันหลังแตก
อย่างไรก็ตาม กาก้า ก็ยังโชคดีที่อาการบาดเจ็บดังกล่าว ไม่รุนแรงพอที่จะมาทำลายเส้นทางลูกหนังของเขา และเขาก็สามารถรักษาอาการบาดเจ็บ มาเล่นฟุตบอลได้ตามปกติ โดย กาก้า ที่นับถือศาสนาคริสต์ เชื่อว่าพระเจ้าได้ช่วยเขาเอาไว้จากอุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้เขายิ่งศรัทธาต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง แทบทุกครั้งที่ยิงประตูได้เขาจะชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อแสดงความขอบคุณ ต่อพระเจ้าที่ช่วยเหลือเขามาตลอด
นอกจากนั้นในตอนที่ เอซี มิลาน ต้นสังกัดปัจจุบันของเขา คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้ ในปี 2004 กาก้า ได้ถอดเสื้อของโมสรออกเพื่อโชว์เสื้อยืดอีกตัวที่เขาสวมไว้ข้างใน ซึ่งมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า ข้าพเจ้าเป็นของพระเยซูเจ้า
กา ก้า ในบทบาทของกองกลางเชิงรุกจอมเทคนิค เริ่มโด่งดังในวงการลูกหนังจากการลงเล่นให้กับสโมสรเซา เปาโล ทีมดังในบ้านเกิด ตั้งแต่ในปี 2001 ในขณะที่เขามีอายุเพียง 19 ปี โดยในฤดูกาลนั้นเขาลงสนามไป 27 นัด ทำได้ 12 ประตู และในฤดูกาลต่อมาก็ลงสนามไปอีก 22 นัด ทำได้ 10 ประตู
ด้วยฝีเท้าที่ ฉกาจฉกรรจ์เกินวัย ทำให้ กาก้า ตกเป็นที่สนใจของหลายสโมสรชั้นนำของยุโรป แต่สุดท้ายแล้วก็เป็น เอซี มิลาน ทีมยักษ์ใหญ่ของอิตาลี ที่คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในปี 2003 ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์
กาก้า ลงสนามนัดแรกให้กับมิลาน ในการพบกับ อันคอน่า ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งนัดนั้น มิลาน ชนะไป 2-0 ก่อนจะลงสนามไปทั้งสิ้น 30 นัด ในฤดูกาลนั้น ทำได้ 10 ประตู เป็นส่วนช่วยพาทีม ปีศาจแดง-ดำคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มาครองได้ และยังได้แชมป์ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์คัพ มาประดับบารมี อีกด้วย
ใน ฤดูกาลต่อมา คือ 2004/2005 กาก้า ก็ก้าวมาเป็นกำลังสำคัญของมิลาน มากยิ่งขึ้น ในระบบการเล่นแบบแผงกองกลาง 5 ตัว ซึ่ง กาก้า มีหน้าที่สนับสนุนเกมรุก และการทำประตูของ อังเดร เชฟเชนโก้ ดาวยิงหมายเลข 1 ของทีม โดยที่ กาก้า ก็ยิงได้ 7 ประตู จากการลงสนาม 36 นัด ในลักสูงสุดของอิตาลี ซึ่ง มิลาน โดน ยูเวนตุส ทวงตำแหน่งแชมป์ไปครอง และยังไปพ่าย ลิเวอร์พูล ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างน่าเจ็บใจ ในการดวลจุดโทษ ทั้งที่อุตสาห์ออกนำห่างถึง 3-0 ในครึ่งแรก อย่างไรก็ตาม กาก้า ก็ยังได้รางวัลกองกลางยอดเยี่ยมของการแข่งขัน มาเป็นรางวัลปลอบใจ
หนึ่งในประตูสุดยอดที่ กาก้า ทำได้ก็คือประตูที่เขาทำได่ในนัดที่พบกับ เฟเนร์บาห์เช่ จากตุรกี ในนัดแรกของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2005/2006 ด้วยการลากเลี้ยงบอลจากระยะกว่าครึ่งสนาม ผ่านกองหลังของทีมคู่ต่อสู้ 3 ราย ก่อนจะหลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ ซัดบอลเรียดผ่าน โวลคาน เดมิเรล นายทวารเติร์ก เข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม โดยประตูนี้ทำให้ กาก้า ถูกนำไปเปรียบเทียบนักเตะระดับตำนานของโลก อย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า เลยทีเดียว
ในวันที่ 9 เมษายน ปี 2006 กาก้า สามารถทำแฮตทริกแรกในการลงเล่นกัลโช่ เซเรีย อา ได้สำเร็จ ในนัดที่พบกับ คิเอโว่ เวโรน่า โดยทั้ง 3 ประตูนั้น เกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังทั้งหมด
สำหรับ ในทีมชาติบราซิล กาก้า ลงประเดิมสนามให้กับทีมเซเลเซา ในเดือนมกราคม ปี 2002 ในนัดที่พบกับ โบลิเวีย และถูก หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ เรียกตัวติดทีมชาติบราซิล ไปทำศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบสุดท้าย ที่เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ด้วย
แม้ว่า กาก้า จะแทบไม่มีส่วนร่วมกับทีมชาติบราซิล ชุดนั้นเลย โดยได้ลงสนามไปเพียง 19 นาที ในนัดที่พบกับ คอสตาริก้า แต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะชุดแชมป์โลก เช่นกัน หลังจากที่ โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่ ช่วยกันพาบราซิล คว้าแชมป์โลก สมัยที่ 5 มาครองได้สำเร็จ
ในปี 2003 กาก้า ถูกแต่งตังให้เป็นกัปตันทีมชาติบราซิล เพื่อนำทีมชุดบี ไปทำศึกโกลด์ คัพ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และ เม็กซิโก ซึ่งเขาก็พาทีมได้ตำแหน่งรองแชมป์กลับมา
หลังจากนั้น กาก้า ก็มาร่วมกับเพื่อนร่วมทีมแซมบ้าทั้งหลายทีมชาติบราซิล คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้ หรือ โคปา อเมริกา ปี 2004 มาครอง ตามด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลคอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ ในปี 2005 ด้วยการเอาชนะ อาร์เจนติน่า ในรอบชิงชนะเลิศ และหลังจากคว้าแชมป์รายการนี้ได้ กาก้า และเพื่อนร่วมทีมหลายคนก็ถอดเสื้อทีมชาติออก เพื่อโชว์เสื้อยืดที่ใส่ไว้ข้างใน ที่เขียนว่า พระเยซูรักคุณเป็นภาษาต่างๆ กันไป
กาก้า จัดว่าเป็นนักเตะกำลังสำคัญคนหนึ่งของทีมชาติบราซืล ในการลงเตะรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก 2006 จนสามารถพาทีมเข้ารอบสุดท้ายมาได้แบบไม่ยากเย็นนัก และภารกิจต่อไปของเขาก็คือพา บราซิล คว้าแชมป์โลก สมัยที่ 6 มาครองให้ได้ โดยที่เขามีส่วนร่วมกับทีมมากกว่าในครั้งก่อนด้วย
ชีวิตส่วนต้ว กา ก้า เคร่งในศาสนาและเชื่อมั่นในพระเจ้าอย่างมากตั้งแต่เขาอายุได้เพืยง 12 ขวบ ถึงขนาดที่ว่าเขาถอดเสื้อแข่งขันและโชว์คำว่า I belong to Jesus ที่หน้าอกเสื้อยืดของเขานั้นแสดงถึงความผูกผันกันพระเจ้าของเขา หลังจบศึกฟุตบอลโลกปี 2002 หลังจากที่บราซิลฉลิงแชมป์ หลังจากฉลองแชมป์สคูเดตโต้ กับมิลานในปี 2004 และแชมเปี้ยนลีกปี 2007 นอกจากนี้เขายังแสดงคำว่า Jesus Love You หลังจากการแข่งขันซึ่งบราซิลเอาชนะอาเจนตินา 4-1 ในศึกคอนเฟดเดอร์เรชั่นคัพปี 2005


แหล่งอ้างอิง : http://www.gracezone.org/index.php/general-artical